คำถามที่พบบ่อย

(Operation BIM)

1. BIM คืออะไร

BIM ย่อมาจาก Balancing IMmunity หมายถึง "ภูมิคุ้มกันที่สมดุล" การดูแลระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุลตลอดเวลา ย่อมส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ถ้าภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่น้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ติดเชื้อโรคได้ง่าย เช่น ติดเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส แต่ถ้าภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่มากเกินไป ทำให้แพ้ภูมิตัวเอง เช่น ผื่นแพ้ แพ้อากาศ หอบหืด ข้ออักเสบ รูมาตอยส์ สันนิบาต สะเก็ดเงิน เบาหวาน ตับ และไตทำงานผิดปกติ
 
การปรับระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สมดุลจะสามารถดูแลปัญหาสุขภาพได้ เนื่องจากธรรมชาติในร่างกายมนุษย์มีการสร้างเม็ดเลือดขาวเป็นปกติ เพื่อใช้ดูแลสุขภาพต่อต้านสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ถ้าร่างกายสามารถปรับภูมิคุ้มกันให้สมดุลก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ เนื่องจาก
1. จำนวนเม็ดเลือดขาวในร่างกายผู้ชายมีมากถึง 20,000 ล้านเม็ด - 55,000 ล้านเม็ด และในผู้หญิงจะมีอยู่ 90% ของผู้ชาย
2. เม็ดเลือดขาวจำนวนมากเหล่านี้ติดต่อสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็วแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ให้ทำหน้าที่คล้ายกัน (โดยการหลั่งสารอินเตอร์ลิวคินต่างๆ)

ภูมิคุ้มกันที่สมดุลขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของเม็ดเลือดขาวอย่างสมดุลทั้ง 4 ชนิดคือ
1. Th1 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น
2. Th2 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสารก่อภูมิแพ้ และหนอนพยาธิได้ดีขึ้น
3. Th17 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายที่เหลือจากการจัดการของ Th1 และ Th2
    (แต่ Th1, Th2 และ Th17 เมื่อมีมากเกินไปจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันมากจนเกินความสมดุล จนเกิดอาการแพ้ภูมิตัวเอง)
4. Treg กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไปกลับสู่สภาวะสมดุล

จากการทดสอบผลิตภัณฑ์ Operation BIM ณ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีผลต่อการปรับ Th1, Th2, Th17 และ Treg ในลักษณะแตกต่างกันจึงทำให้อธิบายได้ว่า ผู้บริโภคที่มีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ไม่สมดุล ต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ Operation BIM เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลในกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้นั้นเอง

2. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operation BIM ชนิดแคปซูลควรรับประทานเวลาใด

แนะนำตอนท้องว่าง เช่น ก่อนหรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมง หรือก่อนนอน 1 ชั่วโมง เป็นต้น

3. เด็ก และสตรีตั้งครรภ์สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operation BIM ได้หรือไม่

ไม่แนะนำให้เด็ก และสตรีมีครรภ์รับประทาน

4. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operation BIM ชนิดแคปซูล ผลิตมาจากอะไร

เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประกอบด้วยผลไม้ และธัญพืชที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติ อาทิเช่น มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของสารเคมี

5. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operation BIM ชนิดแคปซูล มีข้อห้ามในการรับประทานหรือไม่ อย่างไร

ถ้าสามารถรับประทานมังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือ ใบบัวบกได้ และไม่ได้มีปัญหาสุขภาพใดๆ ที่เป็นข้อจำกัดของการรับประทานธัญพืช และผลไม้ทั้ง 5 ชนิดนี้ ย่อมสามารถรับประทานผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operatin BIM ได้

6. สาเหตุใดผลของการส่งเสริมสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operation BIM ในแต่ละท่านจึงแตกต่างกัน

1. สภาพร่างกายของแต่ละท่าน เช่น อายุ, ความแข็งแรง, กรรมพันธุ์
2. ปัญหาสุขภาพ เช่น เป็นมานานแค่ไห ความรุนแรงของอาการ ความซับซ้อนของอาการ
3. วิธีการดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อม การเอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพ การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการรับการรักษาจากแพทย์ร่วมไปด้วย

7. ถ้ารับประทานยาประจำตัวของแพทย์อยู่แล้ว จะสามารถรับประทานผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Operation BIM ร่วมไปด้วยได้หรือไม่

รับประทานร่วมไปกับยาประจำตัวของแต่ละท่าน และรับประทานร่วมไปกับวิตามินต่างๆ และแคลเซียมได้ แต่ไม่แนะนำให้รับประทานร่วมกับอาหารเสริมอื่น สมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาแผนไทย และยาแผนจีน

8. เปลือกของแคปซูล ทำมาจากอะไร

เจลาติน (gelatin)

9. ทำไมส่วนประกอบต่างๆ ที่ระบุฉลากของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่ม Operation BIM เหมือนกัน แต่กลับแนะนำให้ใช้ดูแลสุขภาพในปัญหาที่แตกต่างกัน

ขึ้นกับกระบวนการสกัดที่แตกต่างกัน ทำให้ได้สารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสรรพคุณแตกต่างกัน

10. ถ้าในบุคคลคนเดียวกันมีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ควรจะรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่ม Operation BIM หลายๆ ชนิดพร้อมกันในคราวเดียวหรือไม่

ไม่แนะนำ ควรที่จะเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่ม Operation BIM เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าต้องการดูแลปัญหาสุขภาพเรื่องใดก่อน-หลังมากกว่ากัน (ขอคำปรึกษากับที่ปรึกษาด้านสุขภาพของคุณ)

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


น้ำมังคุดสกัดเข้มขัน

11. น้ำมังคุดสกัดเข้มข้น เหมาะสมสำหรับผู้ใดบ้าง

สำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการแพ้ภูมิตัวเองต่างๆ อาทิ ข้อเข่าเสื่อม/อักเสบ ผื่นแพ้คันตามผิวหนัง สะเก็ดเงิน ตับอักเสบ ไฮเปอร์ไทรอยด์ ไทรอยด์เป็นพิษ หอบหืด สันนิบาต วิงเวียน ศีรษะ ไมเกรน และเก๊าท์ หรือเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนปกติทุกๆ ท่านที่ต้องการดูแลระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุลตลอดเวลา หรือผู้มีปัญหาสุขภาพหวัด

12. น้ำมังคุดสกัดเข้มขัน มีข้อห้ามสำหรับผู้ใดบ้าง

สตรีตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคไตรุนแรง ผู้ที่เป็นเบาหวาน และผู้ที่ทานมังคุดไม่ได้

13. ในแต่ละวันควรที่จะรับประทานน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการดูแลสุขภาพ

วันละครึ่ง - 2 ซอง

14. การรับประทานน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน จะมีผลเสียต่อสุขภาพ หรือมีสารตกค้างในร่างกายหรือไม่

ไม่มี

15. เด็กสามารถรับประทานน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ได้หรือไม่ อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มรับประทานได้ และในแต่ละวันควรรับประทานมาก-น้อยแค่ไหน

เมื่อเด็กสามารถรับประทานอาหารได้ตามปริมาณที่เหมาะสมของแต่ละคน

16. น้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ต่างจากน้ำมังคุดอื่นๆในท้องตลาดอย่างไร

ไม่เติมสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่เติมน้ำตาล ไม่มีสารกันบูด ไม่มีส่วนผสมของเปลือกจึงปลอดจากยาป้องกันเชื้อรา ยาฆ่าแมลง และไม่มีสารแทนนินจากเปลือกมากเกินไปจนเป็นพิษต่อตับ

17. น้ำมังคุดสกัดเข้มข้น มีอายุเก็บรักษาไว้ได้นานเท่าไหร่

2 ปี

18. น้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ไม่มีสารกันบูด แต่ทำไมถึงเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี

ผ่านการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 120 องศามาแล้ว

19. เมื่อฉีกซองน้ำมังคุดสกัดเข้มข้นแล้ว ต้องรับประทานให้หมดภายในกี่วัน

หลังจากฉีกซองแล้วต้องรัดปากถุงให้สนิทเก็บไนตู้เย็นได้ 2 วัน

20. ผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อยู่แล้ว ต้องรับประทานน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ร่วมด้วยหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่สามารถรับประทานควบคู่ไปได้ แต่ควรจะเป็นคนละเวลา โดยเฉพาะผู้มีปัญหาสุขภาพมะเร็งควรรับประทานน้ำมังคุดสกัดเข้มข้นหลังอาหารเย็น และผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 6-9 แคปซูล แบ่งเป็นมื้อละ 2-3 แคปซูล (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนอาหาร 1 ชม.)

21. การรับประทานน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น เวลาใดที่เหมาะสมที่สุด

ได้ทุกเวลา ยกเว้นก่อนนอน

 

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร
(สูตรสีเขียว)

22. ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) มีส่วนประกอบอะไร มีสารเคมีหรือไม่ เหมาะสำหรับผู้ใดบ้าง

ประกอบด้วยผลไม้ และธัญพืชที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติ อาทิเช่น มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือ และใบบัวบก ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของสารเคมี

ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) เหมาะสำหรับทุกท่าน เพื่อภูมิคุ้มกันที่สมดุล หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหวัด แพ้อากาศ ไซนัสอักเสบ กระเพาะ กรดไหลย้อน ไมเกรน บ้านหมุน เริม งูสวัด ริดสีดวงทวาร ปวดประจำเดือน ต่อมทอนซิลอักเสบ ซีส เนื้องอก เซลล์มะเร็ง(ตัวเลือกอันดับแรก)

23. เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) ทุกๆวัน ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ จะตกค้างในร่างกาย และเกิดผลข้างเคียงหรือไม่

ปลอดภัย ไร้อันตราย ไม่มีสารตกค้าง

24. ผู้ที่แพ้มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) ได้หรือไม่

ไม่ควรรับประทาน

25. ผู้ใดที่ไม่ควรแนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว)

เด็ก และสตรีมีครรภ์

26. ผู้ที่มีปัญหากระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ลำไส้ติดเชื้อ ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (3 วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) ร่วมกับการดูแล และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด รับประทานอาหารให้ตรงเวลา งดการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ไม่สูบบุหรี่ ระมัดระวังการใช้ยาแก้ปวด ลดความเร่งรีบ และควบคุมความเครียดในการดำเนินชีวิตประจำวัน

27. ผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อน รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร ใช้เวลานานเท่าไหร่อาการถึงจะดีขึ้น และจะกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) ต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์
อาการจะกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่ขึ้นกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น ไม่ควรรับประทานจนอื่มเกินไป ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารที่มันๆ ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

28. ผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละกี่แคปซูล

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

29. ผู้ที่เป็นงูสวัดมาได้ 3 สัปดาห์ รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละกี่แคปซูล และจะไปทำหน้าที่อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 4 แคปซูล (เช้า 2 เย็น 2 ก่อนอาหาร 1 ชม.)

30. ผู้มีปัญหาไวรัสตับอักเสบ ควรจะรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

บประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 4 แคปซูลอย่างต่อเนื่อง (เช้า 2 เย็น 2 ก่อนอาหาร 1 ชม.) ร่วมกับการดื่มน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น (1 ถุง หลังอาหารเย็น 1 ชม.)

31. ผู้มีปัญหาน้ำในหูไม่เท่ากัน รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

32. ผู้มีปัญหาไมเกรน รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

33. ผู้มีปัญหาต้อหิน ต้อกระจก รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2 แคปซูล (เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชม.)

34. ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2 แคปซูล (เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชม.)

35. ผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำ รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

ผู้ที่เป็นความดันโลหิตต่ำ การรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) จะเพียงแค่ช่วยเสริมสุขภาพทั่วๆ ไป รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2 แคปซูล (เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชม.)

36. ผู้ที่เป็นริดสีดวงทวาร รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) ร่วมไปกับการรับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และขับถ่ายให้เป็นเวลา

37. ผู้ที่เป็นต่อมลูกหมากโต รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2 แคปซูล (เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชม.) ต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์ ทำให้ถ่ายปัสสาวะสะดวกขึ้น

38. ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์ รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

39. ผู้ที่มีปัญหาไขมันในเส้นเลือด ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง จนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง เจ็บหน้าอก แนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

40. ผู้ที่มีปัญหาซีส ถุงน้ำ หรือเนื้องอก รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 6 แคปซูล (เช้า 2 กลางวัน 2 เย็น 2 ก่อนอาหาร 1 ชม.) ต่อเนื่อง 3-4 เดือน

41. ผู้ที่มีปัญหามะเร็ง รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 6-9 แคปซูล แบ่งเป็นมื้อละ 2-3 แคปซูล (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนอาหาร 1 ชม.) และดื่มน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น หลังอาหารเย็น วันละ 1 ซอง เพื่อปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล

42. ผู้ที่มีปัญหาฮอร์โมทไทรอยด์น้อย (ไฮโปไทรอยด์) จะรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) เพียงเพื่อช่วยเสริมสุขภาพทั่วๆ ไป

43. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

44. ผู้ที่มีปัญหาปวดประจำเดือน ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

45. มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับมะเร็ง แต่เคยได้ยินมาว่าห้ามรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง ดังนั้นจะสามารถรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) หรือผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเหลือง) ได้หรือไม่

ข้อมูลดังที่ปรากฎในเว็บไซต์สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute) ประเทศสหรัฐอเมริกา (http://www.cancer.gov/drugdictionary/?CdrID=42493) ระบุว่าส่วนสกัดโปรตีนจากถั่วเหลือง (Soy protein isolate) เป็นสารอาหารประเภทโปรตีนที่ถูกสกัดจากถั่วเหลือง เป็นสารในกลุ่ม "ไอโซฟลาโวน ไฟโตเอสโตรเจน" (Isoflavone phytoestrogen) ซึ่งสารนี้สามารถลดการเกิด และการเจริญเติบโตของเนื้องอกในสัตว์ทดลองบางชนิดได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดจากการควบคุมกระบวกการสร้าง และกำจัดฮอร์โมนเอสโตรเจน ลดการเพิ่มจำนวนของเซลล์เนื้องอก และเหนี่ยวนำให้เซลล์เนื้องอกฝ่อลง และยังอาจยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่เกี่ยวกับการสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์เนื้องอก

โดยสรุปคือ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างอ่อนๆ ซึ่งอาจจะช่วยควบคุมสมดุลของฮอร์โมน ลดโอกาศเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุน

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร
(สูตรสีชมพู)

46. ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) มีส่วนประกอบอะไร มีสารเคมีหรือไม่ เหมาะสำหรับผู้ใดบ้าง

ประกอบด้วยผลไม้ และธัญพืชที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติ อาทิเช่น มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของสารเคมี

ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม ข้อเข่าอักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ ผื่นแพ้คันผิวหนัง สันนิบาต SLE ไฮเปอร์ไทรอยด์ (ฮอร์โมนไทรอยด์สูงกว่าปกติ) ไทรอยด์เป็นพิษ และการแพ้ภูมิต่างๆ

47. ขนาดที่แนะนำสำหรับผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) คือเท่าไหร่

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

48. ผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์ มีการอักเสบตามข้อ ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) ร่วมกับยาประจำตัว และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก แตงกวา หน่อไม้ ชะอม ยอดมะพร้าวอ่อน เบียร์ เป็นต้น

49. ในบางท่านมีปัญหาเรื่องข้อเข่า พอรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู)ไป ทำไมถึงมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น เป็นเพราะอะไร และจะปวดอย่างนี้ต่อไปหรือไม่

อาจเกิดจากหยุดรับประทานยาลดอาการอักเสบ หรือยาแก้ปวดข้อของแพทย์ทันที ดังนั้นแนะนำให้รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) ร่วมไปกับการรับประทานยาประจำตัวของแพทย์ตามเดิม เมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แนะนำให้เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) เพื่อภูมิคุ้มกันที่สมดุล

50. ผู้ที่เป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) อย่างไร และลดยาสเตียรอยด์ได้หรือไม่

แนะนำห้ามหยุดสเตียรอยด์ทันที เพราะอาการกำเริบได้ เมื่ออาการดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหยุดยาสเตียรอยด์ได้ (ปรึกษาและรายงานผลเป็นระยะกับที่ปรึกษาด้านสุขภาพของเรา)

51. ผู้มีปัญหาผื่นแพ้คันตามผิวหนัง ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) อย่างไร

แนะนำผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) และ/หรือ น้ำมังคุดสกัดเข้มข้น วันละ 1 ซอง

52. ผู้มีปัญหา SLE ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

53. ผู้มีปัญหาไฮเปอร์ไทรอยด์ (ฮอร์โมทไทรอยด์สูงกว่าปกติ) หรือไทรอยด์เป็นพิษ ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2)

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร
(สูตรสีฟ้า)

54. ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีฟ้า) มีส่วนประกอบอะไร มีสารเคมีหรือไม่ เหมาะสำหรับผู้ใดบ้าง และรับประทานวันละเท่าไหร่

ประกอบด้วยผลไม้ และธัญพืชที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติ อาทิเช่น มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของสารเคมี

ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีฟ้า) แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาเบาหวาน วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) ทานร่วมกับยารักษาเบาหวาน การควบคุมอาหาร การพักผ่อน และออกกำลังกาย

55. ผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีฟ้า) จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้เป็นที่พอใจ ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีฟ้า) ต่อหรือเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว)

ควรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) เพื่อภูมิคุ้มกันที่สมดุล

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร
(สูตรสีส้ม)

56. ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีส้ม) มีส่วนประกอบอะไร มีสารเคมีหรือไม่ เหมาะสำหรับผู้ใดบ้าง และรับประทานวันละเท่าไหร่


ประกอบด้วยผลไม้ และธัญพืชที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติ อาทิเช่น มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของสารเคมี

ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีส้ม) แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาสะเก็ดเงิน วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) ทานร่วมกับยารักษาสะเก็ดเงิน การควบคุมอาหาร การพักผ่อน และออกกำลังกาย

57. ถ้ารับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีส้ม) สำหรับผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินแล้ว จะมีอาการเห่อขึ้นมาหรือไม่ และผิวหนังตรงส่วนที่เป็นขุย หรือส่วนที่ยังไม่แห้ง เมื่อรับประทานแล้วจะแห้งหรือไม่ ถ้าหยุดรับประทานแล้วจะกลับมาเป็นอีกหรือไม่

เนื่องจากสะเก็ดเงินเป็นการแพ้ภูมิตัวเอง เป็นกรรมพันธุ์ ไม่หายขาด เมื่อร่างกายอ่อนแอ หรือถูกกระตุ้น อาการก็กำเริบได้เสมอ

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีส้ม) วันละ 2-4 แคปซูล (วันแรกเริ่ม เช้า 1 เย็น 1 ก่อนอาหาร 1 ชมตั้งแต่วันที่ 4 เพิ่มเป็น เช้า 2 เย็น 2) ร่วมกับการปฏิบัติตัว 3อ. ตามคำแนะนำของ ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา

อ.1 อาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำจากแป้งข้าวไรน์ ข้าวโอ๊ท ข้าวสาลี เนื่องจากมีสาร "กลูเต้น" เช่น ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เบเกอรี่ และหลีกเลี่ยงของหมักของดอง เครื่องดื่มแอลกฮอล์ ควรจะรับประทานเนื้อปลา ผัก และธัญพืช

อ.2 อากาศ บางท่านกำเริบมากในฤดูหนาว บางท่านกำเริบช่วงอากาศเปลี่ยน หรือบางท่านกำเริบเมื่อร้อนอบอ้าว

อ.3 อารมณ์ ความเครียด วิตกกังวล พักผ่อนน้อย ทำงานหนัก ทำให้อาการกำเริบได้

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร
(สูตรสีเหลือง)

58. ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเหลือง) มีส่วนประกอบอะไร มีสารเคมีหรือไม่ เหมาะสำหรับผู้ใดบ้าง และรับประทานวันละเท่าไหร่


ประกอบด้วยผลไม้ และธัญพืชที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติ อาทิเช่น มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก ที่สำคัญไม่มีส่วนผสมของสารเคมี

ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเหลือง) แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาเซลล์มะเร็ง (ตัวเลือกอันดับที่สองภายหลังจากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเขียว) ร่วมกับน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น แล้วคุณภาพชีวิตยังไม่ดีขึ้น)

โดยดื่มน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ก่อนอาหารเช้า วันละ 1 ซอง และรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีเหลือง) วันละ 3-6 แคปซูล แบ่งเป็นมื้อละ 1-2 แคปซูล ในมือกลางวัน เย็น และก่อนนอน เพื่อปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร
(สูตรสีชมพูเข้ม)

59. ผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอะไรบ้าง

ผู้ที่มีปัญหาวุ้นตาเสื่อม สายตายาว ต้อกระจก ต้อหิน ม่านตาอักเสบ จอประสาทตาเสื่อม และเกิดจากอาการแพ้ภูมิตัวเอง เช่น เบาหวานขึ้นตา พังผืดที่ตา เป็นต้น

60. ควรรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) อย่างไร

รับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) เช้า 1 แคปซูล เย็น 1 แคปซูล ก่อนอาหาร 1 ชม. หากต้องการเพิ่มปริมาณเป็น เช้า 2 เย็น 2 ควรรับประทานร่วมกับน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น วันละ 1 ซอง

61. หากเป็นเบาหวานขึ้นตา ต้องรับประทานทั้งผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) และผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีฟ้า) อย่างไร

ไม่จำเป็นต้องรับประทานทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ ควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) เพียงอย่างเดียว

62. หากเป็นข้ออักเสบ และวุ้นตาเสื่อม ต้องรับประทานทั้งผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพู) และผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) อย่างไร

ไม่จำเป็นต้องรับประทานทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ ควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์แคปซูลเสริมอาหาร (สูตรสีชมพูเข้ม) เพียงอย่างเดียว

(กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านโดยตรง)


"ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์จาก Operation BIM จะช่วยดูแลสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้นได้ แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่ยา ข้อแนะนำเหล่านี้รวบรวมจากผู้บริโภคที่เคยรับประทาน แล้วได้ผล มีความประทับใจ ซึ่งเกิดขึ้นจากการปรับระดับภูมิคุ้มกันของผู้บริโภคให้สมดุลด้วยตัวเอง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแก้ไข บำบัด บรรเทา ป้องกัน หรือรักษาอาการต่างๆด้วยฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์โดยตรง"